สิทธิของ LGBTI ในประเทศไทย

สถานการณ์ LGBT ในประเทศไทยนั้นมีความซับซ้อนและขัดแย้งอยู่มาก โดยแม้ว่าสังคมจะยอมรับพฤติกรรมรักเพศเดียวกันและ การข้ามเพศ และมีจำนวนสาวประเภทสองที่พบเห็นได้อยู่มากกว่าประเทศอื่นๆ แต่ความชิงชังและอคติที่มีต่อกลุ่ม LGBTI ยังปรากฏให้เห็นอยู่ อีกทั้งยังมีการเลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้แฝงอยู่ในองค์กรต่างๆ

ในประเทศไทยเริ่มมีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ถือว่าไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางสังคมแบบรักต่างเพศ มาเป็นเวลานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนกระทั่งมาถึงศตวรรษที่ 19 สังคมไทยยังคงมองประเด็นเรื่อง LGBTI เป็นเพียงเรื่อง เสื้อผ้าและทรงผม ในขณะเดียวกันในยุคนี้สังคมเริ่มรับเอาอิทธิพลทางความคิดและบรรทัดฐานทางสังคมแบบตะวันตกเข้ามาซึ่ง รวมไปถึงการลงโทษบุคคลที่รักเพศเดียวกันและแนวคิดที่ว่าเพศวิถีไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของบรรทัดฐานทางสังคม จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญที่มีรัฐบาลบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2475 และเริ่มนำหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับบทบาททางเพศ วิถีทางเพศ มาโยงเข้ากับการสร้างศีลธรรมจรรยาในสังคม ในขณะเดียวกันการรักเพศเดียวกันก็เริ่มเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปและชุมชนเกย์เริ่มก่อตัวขึ้น โดยชาวต่างชาติจากประเทศตะวันตกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยมีส่วนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และตั้งแต่ยุค 1950 และ 1960 (พ.ศ. 2493 และ 2503) ข้อมูลเรื่องเพศสภาวะและเพศวิถีเริ่มเป็นที่แพร่หลาย ในขณะที่กลุ่ม LGBTI เริ่มปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ เช่น หนังสือและภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกย์มีเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังคงมีความขัดแย้งในตัวเองเกี่ยวกับประเด็น LGBTI โดยเป็นประเทศที่องค์กรการท่องเที่ยวส่งเสริมภาพ ลักษณ์ของเมืองไทยว่าเป็นดั่งสวรรค์ของเกย์ ในขณะที่การพูดคุยอภิปรายเกี่ยวกับวิถีทางเพศในสังคมเป็นเรื่องต้องห้ามและ การศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียนยังมีข้อจำกัดอยู่ กลุ่ม LGBTI โดยส่วนมากอาศัยอยู่ในเขตเมืองมากกว่าเขตชนบท พวกเขาถูก กดดันในหลายด้าน ทั้งที่จะต้องทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของสังคม ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นลูกที่ดีมีความกตัญญูต่อครอบครัว ประกอบกับแนวคิดค่านิยมที่ว่าเพศวิถีหรือเพศสภาวะของบุคคลไม่ควรที่จะขัดแย้งกับบรรทัดฐานที่สังคมยอมรับ โดยไม่ควรสร้างความอับอายให้กับตัวเองและครอบครัว ส่งผลให้พวกเขามีชีวิตอยู่ในสังคมด้วยความกดดันยิ่งขึ้นไปอีก


กฎหมายและนโยบายระดับชาติ

  • แม้ว่ารัฐธรรมนูญ มติและปฏิญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนหลายฉบับกำหนดห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล แต่ ประเทศไทยยังไม่มีข้อกฎหมายเฉพาะที่อ้างอิงถึงวิถีทางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศ
  • ประเทศไทยยกเลิกการให้โทษแก่ผู้ที่ร่วมเพศทางทวารหนักในปีพ.ศ. 2499
  • กระทรวงสาธารณสุขไม่ถือว่าการรักเพศเดียวกัน (Homosexuality) เป็นความผิดปกติทางจิต อย่างไรก็ตาม ยังคงถือว่าคนข้ามเพศ (Transgenderism) เป็นความผิดปกติอยู่
  • ข้อเสนอที่จะรวม “อัตลักษณ์ทางเพศ” เข้าไปอยู่ภายใต้เจตนารมณ์การต่อต้านการเลือกปฏิบัติในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ถูกปฏิเสธ
  • บุคคลที่แปลงเพศแล้วไม่สามารถเปลี่ยนเพศของพวกเขาได้ในเอกสารแสดงตัวตนที่เป็นทางการ (บัตรประจำตัว ประชาชน)
  • กฎหมายการสมรสในปัจจุบันยอมรับเพียงการสมรสระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจดั้งเดิมเกี่ยวกับเรื่องเพศและโครงสร้างครอบครัวในสังคม
  • บุคคลที่มีเพศชายโดยกำเนิดทุกคนในประเทศไทยจะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร แต่สาวประเภทสองและคนข้ามเพศที่ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศ (SRS) หรือการผ่าตัดอื่นๆ ที่ทำให้มีลักษณะเป็นผู้หญิงจะไม่ได้รับอนุญาตให้รับราชการทหาร โดยคนกลุ่มนี้หากปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองทัพจะได้รับหนังสือปลดประจำการที่ให้เหตุผลว่าพวกเขามี “ความผิดปกติทางจิตถาวร” (Permanent Mental Disorder) จนกระทั่งปี พ.ศ. 2554 หลังจากที่มีการผลักดันโดยกลุ่ม LGBTI จึงได้เปลี่ยนการระบุเหตุผลในการปลดประจำการมาเป็น “ภาวะความไม่พอใจในเพศตัวเอง” (Gender Identity Disorder) แทนการให้เหตุผลเดิม
  • การปฏิรูปกฎหมายและนโยบายถูกมองว่าเป็นเรื่องยากเพราะผู้ออกกฎหมาย (นิติบัญญัติ) มีแนวโน้มที่จะเป็นอนุรักษ์นิยม ในขณะที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศถูกมองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทัศนคติทางสังคมและวัฒนธรรม

  • แม้ว่าสังคมไทยจะไม่ได้กลั่นแกล้งคนที่เป็น LGBTI อย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศได้ทั้งหมด สังคมยังคงมีทัศนคติที่ดีต่อกลุ่ม LGBTI ตราบเท่าที่พวกเขาอยู่ภายใต้กรอบบางอย่างของสังคม ความชิงชังอาจแฝงตัวอยู่ภายในจิตใจและคนบางส่วนในสังคมก็ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นออกมาอย่างเปิดเผย
  • สังคมขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการและปัญหาเฉพาะที่ LGBTI กำลังเผชิญอยู่
  • ปัญหาที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดที่กลุ่ม LGBTI ไทยต้องเผชิญคือการยอมรับจากคนในครอบครัว เนื่องจากการเคารพพ่อแม่ การพยายามทำตามความหวังของพ่อแม่ และการรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของคนไทย แต่ในบางกรณีกลับกลายเป็นเรื่องสวนทางกับผู้ที่มีวิถีทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศที่ถือว่าไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคม

ศาสนา

  • ศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเข้าใจและการรับรู้เกี่ยวกับวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศในสังคมไทย คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งมีมุมมองเชิงลบต่อวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางสังคม โดยมองว่าเป็นกรรมจากการทำบาปในชาติที่ผ่านมาหรือเป็นการขาดความสามารถในการควบคุมความต้องการทางเพศ
  • ประชากรไทยประมาณร้อยละ 5 นับถือศาสนาอิสลาม และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชากรกลุ่มนี้มีความเป็นอนุรักษ์นิยมค่อนข้างสูงและไม่ค่อยเห็นด้วยกับกลุ่ม LGBTI โดยในพื้นที่เหล่านั้นพบเห็นความเคลื่อนไหวและกิจกรรมที่มี LGBTI เป็นศูนย์กลางอยู่น้อย

การจ้างงานและสิทธิในการมีที่อยู่อาศัย

LGBTI ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานเนื่องจากสังคมมีความคาดหวังในการแสดงบทบาททางเพศในสถานที่ทำงานและในสังคมโดยรวม ปัจจุบันมี LGBTI จำนวนมากเลือกที่จะไม่แสดงสถานภาพของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีตราและเลือกปฏิบัติ รายงานหลายฉบับระบุว่า LGBTI ถูกปฏิเสธในการเลื่อนตำแหน่ง บางคนถูกไล่ออกจากงานหลังจากที่เปิดเผยวิถีทางเพศของพวกเขา และมีการตั้งคำถามที่ไม่เหมาะสมในระหว่างการสัมภาษณ์งานจากการเปิดเผยวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ ในขณะที่คนข้ามเพศซึ่งไม่สามารถปิดบังสถานภาพตัวตนของพวกเขาได้รับผลกระทบจากการถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงานมากที่สุดในประเทศไทย และมักจะถูกจำกัดให้ทำงานอยู่เพียงไม่กี่ประเภท เช่น งานบริการต้อนรับแขก งานบันเทิง และธุรกิจบริการทางเพศ นอกจากนี้ LGBTI ยังไม่ได้รับการยอมรับในแง่ของการมีความสัมพันธ์ (การสมรสและการมีครอบครัว) ซึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคู่รักเพศเดียวกันกับคู่รักต่างเพศในการเข้าถึงบริการทางสังคม การประกันชีวิตคู่และผลประโยชน์ รวมไปถึงการกู้ยืมเงินธนาคารร่วมกัน


การศึกษาและเยาวชน

ประเด็นเรื่องวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้รวมอยู่ในเพศศึกษาอย่างเป็นทางการและหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย นอกจากจะไม่มีการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวในชั้นเรียนแล้ว ยังมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลบเกี่ยวกับ LGBTI ในหนังสือเรียนที่แสดงให้เห็นว่ากะเทยเป็นคนผิดปกติ เกิดเป็นสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เป็นอันตรายต่อเยาวชนที่เป็น LGBTI และยิ่งเลวร้ายไปอีกเมื่อมีกฎระเบียบลงโทษและกดดันให้นักเรียนใส่เครื่องแบบนักเรียนเป็น ‘ชาย’ หรือ ‘หญิง’ ตามเพศที่พวกเขาได้จดทะเบียน


สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

ปัญหาสุขภาพและความเป็นอยู่ของ LGBTI ในประเทศไทยมีอยู่หลายประการ ที่สำคัญได้แก่ เอชไอวี การผ่าตัดแปลงเพศ (SRS) และการเข้าถึงบริการสุขภาพ จากการศึกษาค้นพบข้อมูลหลักฐานอย่างชัดเจนว่าชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองมีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีอยู่สูง แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลหรือรายงานเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มประชากร LGBTI อื่นๆ การผ่าตัดแปลงเพศมีอยู่แพร่หลาย โดยมีข้อมูลที่แสดงว่าประเทศไทยมีการผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง (MTF SRS) เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย (FTM SRS) ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ยังมีราคาสูงและไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายเหมือนกับการผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง ในแง่ของกฎหมาย คนข้ามเพศยังไม่สามารถเปลี่ยนเพศสภาวะของตนในเอกสารแสดงตัวตนและสถานะทางกฎหมายได้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้รับการผ่าตัดแปลงเพศแล้วก็ตาม ส่วนประเด็นเรื่องความสามารถขององค์กรที่ทำงานเพื่อ LGBTI ปัจจุบันยังขาดเงินทุนและโครงการศึกษาวิจัยที่ชี้ให้เห็นปัญหาสุขภาพของกลุ่ม LGBTI ที่นอกเหนือไปจากเอชไอวี ขณะที่ยังมีรายงานถึงปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อ LGBTI ว่ายังคงปรากฏอยู่ในระบบบริการสุขภาพ


ครอบครัวและสังคม

ในขณะที่ LGBTI จำนวนหนึ่งได้รับการยอมรับจากครอบครัวเพราะแสดงออกซึ่งความกตัญญู ทำหน้าที่สอดคล้องกับบทบาทที่ครอบครัวยอมรับ และประพฤติตนเป็น “คนดี” ส่วนผู้ที่เลือกจะไม่ทำหรือไม่สามารถที่จะแสดงบทบาทเหล่านี้ได้ยังต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่อไป สังคมไทยมีการยอมรับกลุ่ม LGBTI ในระดับหนึ่ง แต่ LGBTI หลายคนยังคงถูกกีดกันจากครอบครัว การศึกษา สื่อ กฎหมาย รัฐบาล โครงสร้างทางเศรษฐกิจและศาสนาตลอดจนสถาบันและองค์กรต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นสวรรค์สำหรับการท่องเที่ยวของ LGBTI ในสายตาชาวโลก กับการยอมรับ LGBTI และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย


สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ

สื่อมวลชนไทยโดยทั่วไปมักกล่าวถึง LGBTI ในเชิงลบหรือเป็นตัวละครตลกในรายการโทรทัศน์ ประเทศไทยยังขาดสื่ออย่างเป็นทางการที่รายงานการคุกคาม การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงที่มีต่อกลุ่ม LGBTI ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างทัศนคติที่ดีต่อ LGBTI ในประเทศ


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของ LGBTI ในประเทศไทย เป็นข้อมูลที่ได้มาจากรายงานประจำประเทศไทยของโครงการ Being LGBT in Asia ที่จัดพิมพ์ในปี 2014 คุณสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่ (พร้อมทั้งรายงานในภาษาอื่นๆ)